เหงือกร่นเกิดจาก สาเหตุอะไร? ทำความรู้จักพร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

เหงือกร่นเกิดจาก สาเหตุอะไร? ทำความรู้จักพร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

เหงือกร่นเกิดจาก

เหงือกร่นเกิดจาก สาเหตุอะไร? ต้องบอกเลยว่าหนึ่งในปัญหาสุขภาพทางช่องปากที่กวนใจใครหลายคนเป็นอย่างมากก็คือปัญหาเหงือกร่น ซึ่งอาการเหงือกร่นนั้นก็มักเกิดจากหลากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่หากปล่อยให้มีอาการเหงือกร่นเอาไว้นาน ก็อาจจะเกิดการสูญเสียอวัยวะในช่องปากที่ยากต่อการรักษา ทั้งยังส่งผลต่อบุคลิกภาพ กับ การใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย ตัวอย่างเช่น อาจจะเกิดการขาดความมั่นใจเวลาฉีกยิ้ม ส่งผลจนกลายเป็นคนที่ทำให้ดูมีสีหน้าบึ้งตึง  รวมทั้งยังเกิดปัญหาเกี่ยวกับความสะดวกในการรับประทาน พร้อมกับมีกลิ่นปากที่เหม็นอย่างรุนแรงอีกด้วย นอกจากปัญหาที่กล่าวขึ้นมาทั้งหมด ภาวะเหงือกร่น ยังส่งผลโดยตรงต่อรากฟัน ที่อาจจะทำให้คุณสูญเสียฟันในที่สุด ด้วยความสำคัญของเรื่องนี้ จึงทำให้พวกเราควรจะรีบหาสาเหตุของปัญหาเหงือกร่น ตลอดจนวิธีการรักษาหรือป้องกันเหงือกร่นก่อนที่จะสายเกินไปจนยากต่อการรักษา ซึ่งในบทความนี้พวกเราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของปัญหาเหงือกร่นเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุ ปัญหา อาการ และ วิธีการรักษาป้องกัน ที่คุณจะต้องทำให้ถูกต้อง ถูกวิธี แน่นอนเลยว่าปัญหานี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป


เหงือกร่น คือ อาการอะไร

เหงือกร่นเกิดจาก

สำหรับปัญหาของอาหารเหงือกร่นนั้นมักมีสัญญาณเตือนก่อนล่วงหน้าอยู่เสมอเพราะอาการเหงือกร่นนั้นค่อนข้างจะใช้เวลานานกว่าจะเกิดขึ้น แต่หากเกิดขึ้นแล้วก็จะส่งผลกระทบต่อระบบภายในช่องปากอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเหงือก รากฟัน ซี่ฟัน ช่องปาก เป็นต้น ซึ่งอาการเหงือกร่นเบื้องต้นที่เห็นได้ชัดคือการที่รูปร่างของฟันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยจะมีรูปส่งที่ยาวขึ้น บริเวณเหงือกที่โคนฟันนั้นน้อยลง พร้อมกับมีกลิ่นปากออกมาอีกด้วย ทั้งยังส่งผลต่อการรับประทานอาหาร การพูดสื่อสาร และ การใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก โดยอาการเหงือกร่นนั้นจะมีสัญญาณเตือนมากมาย ซึ่งจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.มีอาการเสียวฟันอยู่บ่อยครั้ง

ต้องบอกเลยว่าอาการเสียวฟันนั้นเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาเหงือกร่นเลยก็ว่าได้ โดยอาการเสียวฟันจะมีอาการรู้สึกว่าปวดฟันแบบเป็น ๆ หาย ๆ บางครั้งก็เกิดอาการเสียวฟันจนไม่สามารถทนไว้อีกด้วย รวมทั้งมีอาการปวดฟันกับเหงือกในเวลาที่เคี้ยวอาหารอีกด้วย ซึ่งหากมีการเสียวฟันบ่อยครั้งก็สามารถสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าช่องปากของเรานั้นกำลังเกิดปัญหาเหงือกร่นอย่างแน่นอน

2.เลือดออกหลังแปรงฟัน

สำหรับอาการต่อมาคือการที่มีเลือดออกหลังแปรงฟัน โดยจะมีลักษณะมีเลือดออกมาบริเวณเหงือกจำนวนมากหลังจากที่ทำการแปรงฟันเสร็จ ซึ่งอาการเช่นนี้นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเหงือกของคุณกำลังเกิดปัญหาเกี่ยวกับช่องปากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบ ติดเชื้อ ฟันผุ รวมทั้งเหงือกร่นได้ในที่สุด จึงเห็นได้ว่าการที่มีเลือดออกหลังแปรงฟันนั้นก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหงือกร่นได้ 

3.เหงือกอักเสบ บวมแดง

เรียกได้ว่าอาการเหงือกอักเสบบวมแดงนั้นเป็นอีกหนึ่งอาการที่กวนใจไม่ใช่น้อยเพราะมีปัญหาต่อการทานอาหาร รวมทั้งการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยอาการเหงือกอักเสบบวมแดงนั้นจะมีลักษณะที่เหงือกเปลี่ยนสีจากสีชมพูกลายเป็นแดงเข้มในช่วงเริ่มต้น ทั้งยังอาจจะหนักขึ้นจนกลายเป็นสีม่วงเลยก็ว่าได้ ซึ่งอาการเหงือกบวมนั้นจะทำให้รู้สึกเจ็บบริเวณโคนฟัน โดยเป็นสัญญาณของปัญหาเหงือกร่นที่จะตามมาในอนาคต

4.ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นรุนแรง

ตามด้วยอาการลมหายใจมีกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง หากพบว่าตนเองนั้นมีกลิ่นปากหรือลมหายใจที่เหม็นเน่า รวมทั้งบางครั้งก็มีกลิ่นเลือดออกมาแม้ว่าจะแปรงฟันหรือใช้สเปรย์ระงับกลิ่นปากก็ไม่สามารถระงับได้ตลอดวัน ซึ่งกลิ่นปากที่เหม็นนั้นก็มักจะมาจากการะสะสมของแบคทีเรียในช่องปากที่จะส่งผลต่อปัญหาเหงือกร่นตามมานั้นเอง

5.โคนฟันมีลักษณะที่ผิดรูป

โดยอาการภายนอกของอาการเหงือกร่นที่เราสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนก็คือรูปร่างของโคนฟันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเหงือกที่การปกคลุมบริเวณโคนฟันนั้นมีความบางลงหรือมีลักษณะที่ร่นลึกลงไปประมาณ 3 มิลลิเมตร พร้อมทั้งรูปทรงของฟันดูยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย นอกจากนี้เมื่อสัมผัสที่ฟันจะพบว่าฟันนั้นสามารถโยกได้อย่างง่ายดายทำให้อาจเกิดฟันหลุดในเวลาต่อมาเพราะเหงือกที่คอยยึดฟันกับฐานฟันนั้นมีจำนวนที่น้อยลงหรือเรียกอีกอย่างว่าปัญหาเหงือกร่นนั้นเอง 

นอกจากอาการดังกล่าวแล้ว อาการเหงือกร่นนั้นยังส่งผลต่อการเคี้ยวหรือการกัดอย่างมาก เนื่องจากฟันนั้นมีความอ่อนแอ ไม่แข็งแรงเพราะไม่มีเหงือกคอยยึดฐานทำให้ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างละเอียด พร้อมกับมีอาการเจ็บอย่างมากบริเวณเหงือกตลอดเวลา ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา และ หาสาเหตุที่ถูกต้องก็อาจจะนำมาสู่โรคที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพช่องปากที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต


สาเหตุที่ทำให้เหงือกร่น

เหงือกร่นเกิดจาก

ต้องบอกเลยว่าสาเหตุของเหงือกร่นนั้นเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลฟัน พฤติกรรมการใช้ชีวิตและสิ่งที่ร้ายแร้งมากที่สุดคือโรคปริทันต์ ซึ่งเป็นโรคที่จะทำให้อวัยวะภายในช่องปากถูกทำลายหากปล่อยเอาไว้นานก็อาจจะไม่รักษาได้อีกเลย เพราะฉะนั้นเราจึงควรทราบถึงสาเหตุของการเกิดเหงือกร่นเป็นอันดับแรก โดยสาเหตุที่ทำให้เหงือกร่นนั้นจะมีดังต่อไปนี้

1.การแปรงฟันผิดวิธี

โดยการแปรงฟันผิดวิธีนั้นจะเป็นสาเหตุหลักเลยก็ว่าได้ที่ทำให้เหงือกนั้นร่นเร็ว ซึ่งก็มักเกิดจากความเชื่อที่ผิด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟันที่ใช้แรงกดมากหรือการใช้ขนแปรงที่แข็งมาทำความสะอาดช่องปาก บอกเลยว่าฟันเรานั้นไม่เหมือนกับกระเบื้องที่ใช้ความแรงกับขนแปรงที่แข็งถูแล้วจะสะอาด เนื่องจากฟันกับเหงือกนั้นมีความอ่อนไหวอย่างมาก ถ้าแปรงฟันแบบไม่อ่อนโยนก็จะทำให้เหงือกนั้นได้รับความเสียหายอย่างมาก ส่งผลให้เกิดการปัญหาเหงือกร่นในที่สุด

2.การดูแลสุขอนามัยช่องปากไม่ดี

ต้องบอกเลยว่าการดูแลสุขอนามัยช่องปากนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ถ้ามีการแปรงฟันที่ไม่สะอาดหรือผิดวิธีก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียเช่นกัน ยิ่งหากขาดการใช้ไหมขัดฟันขจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันที่ฝังลึกแล้วก็จะส่งผลให้เกิดคราบหินปูนเกาะหนาแน่นบริเวณซี่ฟัน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้แบคทีเรียนั้นสะสมเป็นเวลานานเพราะจะทำให้ปัญหาเหงือกเกิดการร่นตามมาเช่นกัน 

3.การบาดเจ็บบริเวณเหงือก 

การบาดเจ็บบริเวณเหงือกนั้นสามารถมาจากหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งหรือเจาะเหงือกเพื่อความสวยงาม ซึ่งการทำสิ่งนี้ก็ต้องระวังปัญหาเรื่องเหงือกร่นตามมาในภายหลัง ดังนั้นการตกแต่งเหงือกจึงควรจะได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ในอีกกรณีก็คือการเกิดอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬาที่ส่งผลกระทบต่อฟันอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้ส่งผลต่อเหงือกร่นตามมาเช่นกัน 

4.เกิดโรคปริทันต์อักเสบ 

โรคปริทันต์อักเสบนั้นเป็นสาเหตุที่รุนแรงอย่างมากเพราะเป็นโรคที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบช่องปากทั้งหมด โดยโรคปริทันต์เกิดจากการอักเสบของเหงือกเป็นเวลานานจึงทำให้อวัยวะบริเวณรอบเหงือกนั้นมีผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าจะกระดูกบริเวณรอบฟันอักเสบหรือบริเวณรากฟันที่เกิดความเสียหายจนมีขนาดเล็กลง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเหงือกร่นในเวลาต่อมานั้นเอง

5.ลักษณะพันธุกรรม

ลักษณะพันธุกรรมคือลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นสีผิว ทรงหน้า เส้นผม ลักษณะตา รวมถึงรูปทรงของฟันด้วยเช่นกัน ซึ่งลักษณะพันธุกรรมฟันนั้นมีการถ่ายทอดมาหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะฟันห่าง ฟันชิด ฟันผุง่าย รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับเหงือกร่น หากรุ่นก่อนนั้นมีปัญหาเหงือกร่นก็มีความเป็นไปว่าลักษณะพันธุกรรมนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเหงือกร่นได้เช่นกัน  

6.ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง 

โดยฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงมักจะเกิดขึ้นกับคนที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงที่กำลังหมดประจำเดือน ซึ่งคนในช่วงเหล่านี้จะมีระดับฮอร์โมนที่ผิดจากปกติอย่างมาก จึงส่งผลต่ออารมณ์ รูปร่าง พฤติกรรม รวมถึงสุขภาพช่องปากโดยเฉพาะเหงือกที่มีการอ่อนแอลงเมื่อมีบางอย่างไปกระทบก็จะเกิดการอักเสบได้ง่าย นอกจากนี้เมื่อเหงือกเกิดความเสียหายบริเวณนานก็จะทำให้สูญเสียเนื้อเยื่อเหงือกไปส่งผลให้เกิดปัญหาเหงือกร่นตามมานั้นเอง 

7.การสูบบุหรี่ 

การสูบบุหรี่นั้นเรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบสำหรับร่างกายอย่างมาก แม้ว่าการสูบบุหรี่จะช่วยให้ผู้สูบรู้สึกผ่อนคลายได้ก็จริงแต่ต้องแลกมากับการที่สูบสารผิดเข้าไปยังร่างกาย ซึ่งหนึ่งในสารที่อยู่ในบุหรี่นั้นจะทำให้เกิดคราบหนาบริเวณฟันที่ยากต่อการทำความสะอาดเองเมื่อคราบเหล่านี้ถูกสะสมเป็นเวลานานก็จะกลายเป็นคราบหินปูนส่งผลให้เหงือกเกิดการอักเสบและร่นในที่สุด

8.พฤติกรรมการใช้ชีวิต

พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเหล่านั้นมักจะส่งผลต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนั่ง เดิน นอน ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับเหงือกร่นก็มีปัจจัยมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเช่นกัน อย่างการที่เราชอบกัดฟันในเวลานอนหลับหรือการกัดหลอดบ่อยครั้งจนเป็นนิสัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะทำให้ฟันนั้นเกิดแรงกดมากส่งผลให้เหงือกมีความอ่อนแอลงไม่สามารถต่อสู้กับแบคทีเรียได้จนทำให้เกิดปัญหาเหงือกร่นตามมา

9.อุปกรณ์จัดฟันที่ไม่พอดี

สำหรับใครที่กำลังจัดฟันก็ควรระวังเช่นกันเพราะหากพบว่าเหงือกของคุณนั้นเริ่มร่นให้สันนิษฐานได้ว่าอาจเกิดจากการใส่อุปกรณ์จัดฟันที่แน่นจนเกิดไปหรือขนาดอุปกรณ์นั้นไม่พอดีกับรูปทรงของฟันคุณ หากปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะส่งผลให้ฟันนั้นได้กับแรงกดเป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้ฟันนั้นมีอาการเจ็บรวมกับเหงือกอักเสบส่งผลให้เหงือกอ่อนลงจนเกิดปัญหาเหงือกร่นในที่สุด 

จากสาเหตุข้างต้นก็จะพบว่าการที่จะเกิดปัญหาเหงือกร่นนั้นสามารถมาได้จากหลากหลายสาเหตุอย่างมาก ทั้งการดูแลที่ผิดวิธี พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ทันได้ระวังตัวว่าจะส่งผลต่อระบบช่องปาก รวมทั้งสิ่งที่เหนือการควบคุมอย่างลักษณะพันธุกรรมและการเกิดอุบัติเหตุ แต่หากเรารู้สาเหตุเหล่านี้นั้นไม่ยากต่อการรักษาและป้องกัน ซึ่งหากปล่อยไว้โดยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือป้องกันก็อาจจะไม่เหลือฟันและนำพาโรคอีกมากมายตามด้วยเช่นกัน


การรักษาและป้องกันเหงือกร่น

เหงือกร่นเกิดจาก

แนวทางในการรักษาและป้องกันเหงือกร่นนั้นจะมีหลากหลายรูปแบบที่ปรับเปลี่ยนไปตามสาเหตุที่ทำให้เกิดเหงือกร่น ซึ่งการรักษาหรือการป้องกันเหงือกร่นก็ต้องอาศัยความรู้ทางการแพทย์ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างไปด้วยกัน โดยแนวทางการรักษาและป้องกันเหงือกร่นจะมีดังต่อไปนี้


1.การแปรงฟันที่ถูกวิธี 

การแปรงฟันที่ถูกวิธีนั้นจะช่วยให้เรานั้นสามารถลดการเกิดปัญหาทางช่องปากได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นลดการเกิดฟันผุหรือเหงือกอักเสบก็ตาม แต่หากทำไม่ถูกวิธีก็จะเกิดผลเสียอย่างมาก พร้อมทั้งยังเป็นการสะสมแบคทีเรียที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับสุขภาพช่องปากอีกด้วย โดยการแปรงฟันที่ถูกวิธีจะมีดังนี้ 

  • บริเวณฟันด้านนอก

บริเวณฟันด้านนอกจะเป็นส่วนที่ทำความสะอาดได้ง่ายมากที่สุด เริ่มจากการเอียงขนแปรงหันไปทางฟันในมุม 45 องศา  โดยที่ให้ขนปลายแปรงนั้นอยู่บริเวณขอบฟัน จากนั้นขยับแปรงไปมาในระยะไม่เกินครึ่งซีฟัน พร้อมกับปัดขนแปรงขึ้นในกรณีที่เป็นฟันล่าง หากกรณีที่เป็นฟันบนให้ปัดขนแปรงลง โดยทำการแปรงตำแหน่งละ 10 ครั้ง

  • บริเวณฟันด้านใน

ในบริเวณด้านในของฟันนั้นจะเป็นอีกหนึ่งส่วนที่เข้าถึงยากในการขจัดเศษอาหารเพราะเป็นมุมที่อับสายตา โดยวิธีการแปรงนั้นจะหันขนแปรงไปที่บริเวณด้านในฟันในมุม 45 องศา จากนั้นขยับแปรงไปไม่ให้เลยขอบฟัน ซึ่งทิศทางในการปัดจะเป็นเช่นเดียวกับการแปรงฟันด้านนอก โดยทำการแปรงตำแหน่งละ 10 ครั้งเช่นกัน 

  • บริเวณฟันด้านบดเคี้ยว

ต่อกันด้วยบริเวณฟันด้านบนที่ไว้ใช้ให้การบดเคี้ยวอาหาร บริเวณนี่จะสามารถแปรงได้ง่าย ยกเว้นบริเวณฟันกรามด้านในที่ต้องออกใส่ความลึกเพื่อให้สามารถทำการแปรงได้อย่างสะอาด โดยเริ่มจากการวางแปรงให้ขนแปรงนั้นอยู่บริเวณด้านบนของฟันบดเคี้ยว จากนั้นทำการถูไปมาตามหน้าฟันทั้งด้านบนและล่าง โดยทำจุดละ 10 ครั้ง

  • บริเวณฟันหน้าด้านใน

ตามด้วยจุดฟันหน้าที่อยู่บริเวณฟันด้านใน โดยวิธีการแปรงฟันนั้นจะเริ่มจากการใช้ปลายสอดไปบริเวณฟันหน้าด้านใน จากนั้นทำการขยับขนแปรงไปทางขอบฟัน ซึ่งทำทั้งฟันหน้าด้านในทั้งด้านบนและล่าง โดยทำการแปรงจุดละ 10 ครั้ง 

  • บริเวณลิ้น

ปิดท้ายด้วยบริเวณลิ้นที่เป็นจุดที่หลายคนละเลยอย่างมาก ซึ่งบริเวณลิ้นนั้นจะเป็นจุดที่สะสมจุลินทรีย์ไว้เยอะอย่างมาก ซึ่งหากขาดการดูแลจะส่งผลให้เกิดคราบจุลินทรีย์ ทั้งยังมีกลิ่นปากที่แรงมากขึ้นอีกด้วย โดยการแปรงลิ้นจะเริ่มจากการนำแปรงสีฟันสอดไปที่ช่องปากบริเวณหน้าลิ้น จากนั้นใช้ขนแปรงปัดอย่างเบาตั้งแต่โคลนลิ้นมาจนถึงปลายลิ้น ซึ่งจะต้องทำอย่างน้อยประมาณ 10 ครั้ง


2.รักษาโรคปริทันต์ 

โดยโรคปริทันต์นั้นจะโรคที่เป็นตัวร้ายสำหรับช่องปากอย่างมาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากคราบจุลินทรียที่มักจะไปสะสมในจุดต่าง ๆ บริเวณฟันจนเกิดคราบหินปูนที่หนา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณเหงือก เคลือบรากฟัน กระดูกรองรับรากฟัน เอ็นยึดรากฟัน กระดูกเบ้าฟัน ซึ่งคราบหินปูนนั้นจะสร้างความเสียหายต่อเหงือกทั้งเกิดการระคายเคียงหรืออักเสบอย่างรุนแรง ซึ่งการรักษาโรคปริทันต์เบื้องต้นจะมีดังนี้

  • ขจัดคราบหินปูน 

โดยการขูดหินปูนนั้นจะเป็นทั้งการรักษาและป้องกันการเกิดโรคปริทันต์ได้ดีอย่างมาก โดยแพทย์จะทำการขูดคราบหินปูนออกจากบริเวณร่องเหงือกหรือใต้เหงือก ซึ่งจะขูดหินปูนลงลึกไปประมาณ 3 มิลลิเมตร โดยใช้เวลาในการขจัดประมาณ 30 ถึง 45 นาที

  • การผ่าตัด

การผ่าตัดนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อการขูดหินปูนนั้นไม่สามารถยับยั้งการเกิดการอักเสบได้ โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อรักษาบริเวณที่ได้รับความเสียยากที่จะการรักษาภายนอก ไม่ว่าจะเส้นใยของเหงือก กระดูกเบ้าของฟัน เอ็นยึด ซึ่งใช้นวัตกรรมทางการแพทย์มาช่วยให้บริเวณดังกล่าวกลับมาแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง โดยการผ่าตัดรักษาจะมีดังนี้ 

  • หมั่นแปรงฟันอย่างถูกวิธี

การแปรงฟันอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการเกิดโรคปริทันต์ได้ดีอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ลดการละสมของเหล่าจุลินทรีย์ที่แอบอยู่ในตัวฟันในเวลาที่ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างตอนเช้าหรือตอนก่อนเข้านอน โดยควรจะทำการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทั้งยังควรมีการใช้ไหมขัดฟันตามซอกฟันเพื่อขจัดเศษอาหารที่แปรงสีฟันนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้


3.ปรับอุปกรณ์จัดฟันให้มีความพอดี 

เมื่อผู้จัดฟันนั้นรู้สึกว่ามีอาการปวดหรืออักเสบบริเวณฟัน ควรจะรีบทำการปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อให้แพทย์นั้นได้ตรวจสอบว่าติดอุปกรณ์แน่นไปหรือไม่ ซึ่งควรจะมีการรับอุปกรณ์จัดฟันให้มีความพอดีกับรูปทรงช่องปาก เพื่อลดการเกิดความเสียหายที่ร้ายแรงกว่าเดิม


4.รักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดนั้นถือว่าเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่แพทย์นั้นจะเลิกใช้ เพราะหลังจากการผ่าตัดนั้นจะต้องอาศัยการดูแลเป็นพิเศษ หากคนไข้นั้นไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาหรือการรักษาภายนอกนั้นไม่เกิดผล ก็ต้องทำการผ่าตัดเพื่อรักษาภายในให้ดีขึ้น โดยการผ่าตัดจะมีดังนี้

  • การซ่อมแซมกระดูก

โดยการซ่อมแซมกระดูกนั้นจะทำเมื่อบริเวณเหงือกมีอาการร่นอย่างรุนแรง ซึ่งจะเริ่มจากการเพราะเลี้ยงเนื้อเยื่อของเหงือก พร้อมกับการซ่อมกระดูกฟันให้กลับมากแข็งแรงมากขึ้น และเนื้อเยื่อเหงือกก็จะกลับมาเติมเต็มบริเวณรากเหงือกคล้ายคลึงจากเดิมอย่างมาก

  • การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อของเหงือก 

โดยการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อของเหงือกจะเป็นการนำเนื้อเยื่อบริเวณเพดานมาปลูกถ่ายเป็นเนื้อเยื่ออ่อนของร่องฟันที่หายไป แต่หากเนื้อเยื่อเหงือกบริเวณโดยรอบยังพอมีอยู่ทางแพทย์ก็จะใช้ส่วนนั้นมาปลูกถ่ายแทน ซึ่งวิธีนี้นั้นอาจจะไม่ได้เหงือกที่สมบรูณ์แบบเดิม แต่จะสามารถป้องกันการติดเชื้อและอักเสบได้


ต้องบอกเลยว่าอาการเหงือกร่นนั้นมาจากหลากหลายสาเหตุอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟันผิดวิธี การดูแลสุขอนามัยช่องปากที่ไม่ดี การบาดเจ็บบริเวณเหงือก โรคปริทันต์อักเสบ ลักษณะพันธุกรรม ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง การสูบบุหรี่ พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ชอบบดเคี้ยวฟัน รวมถึงการใส่อุปกรณ์จัดฟันที่ไม่พอดี ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ก็จะมีสัญญาณเตือนอยู่เสมอทั้งการเจ็บหรืออักเสบบริเวณฟัน การมีเลือดออกหลังแปรงฟัน  โคนฟันมีการผิดรูป รวมทั้งมีกลิ่นปากร่วมด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถรักษาได้ทั้งภายในและภายนอก โดยภายในนั้นจะเป็นการผ่าตัดรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตกแต่งเนื้อเยื่อที่มีความเสียหายให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ส่วนการักษาหรือป้องภายนอกนั้นก็จะเป็นการแปรงฟันที่ถูกวิธี การขจัดคราบหินปูนที่สะสมเป็นเวลานาน ซึ่งวิธีเหล่านี้ก็จะช่วยให้รักษาและป้องกันอาการเหงือกร่นไม่ให้กลับมาเป็นได้อีกครั้ง สำหรับข้อมูลทั้งหมดที่พวกเรารวบรวมมาให้อ่านกันในบทความนี้ เรียกได้ว่าเป็นสาระสำคัญ พร้อมทั้งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่จะต้องทำการดูแลสุขภาพในทุกส่วนอยู่เสมอ เพื่อการรักษาสุขภาพที่ยั่งยืน เพราะว่าปัญหาเหงือกร่นอาจจะส่งผลไปสู่โรคร้ายแรงอื่น ๆ ได้เช่นกัน 


อ้างอิงจาก :

https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%99

https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Periodontal-disease

Comments

comments